วันจันทร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วิตามินมาจากไหน รูปแบบไหนเจ๋งเป้งที่สุด

วิตามินทำไมจึงมีหลากหลายรูปแบบนัก? แคปซูล เม็ดอัด ผง หรือน้ำ แล้วได้มาจากไหนกันนะ ได้จากธรรมชาติจริงๆหรือ? ไม่มีสารเคมีจริงหรือเปล่า? ได้ไปพบบทความจากคุณวิวรรธน์ชัย สิทธิวงศ์ เฉลยคำตอบมาให้ทราบกัน 



ความจริงแล้ววิตามินเป็นสารธรรมชาติที่พบได้ในอาหาร ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่คุณรับประทาน ไม่ว่าจะเป็นแบบใดๆ
แคปซูล เม็ดอัด ผง หรือน้ำ จึงมาจากอาหารเช่นกัน ถึงแม้ว่าเราสามารถสังเคราะห์วิตามินได้หลายตัว แต่ส่วนใหญ่แล้วจะใช้วิธีการสกัดจากแห่งธรรมชาติมากกว่า ตัวอย่างเช่น วิตามินเอมักมาจากน้ำมันตับปลา วิตามินบีรวมได้มาจากยีสต์หรือตับ วิตามินซีจะดีที่สุดหากสกัดมาจากโรสฮิป ซึ่งเป็นเบอร์รี่ที่พบในผลของกุหลาบชนิดหนึ่ง พบได้หลังจากที่กลีบร่วงโรยแล้ว หรืออาจสกัดจาก แป้งมัน และสำหรับวิตามินอี ส่วนใหญ่ แล้วจะสกัดจากถั่วเหลือง จมูกข้าว สาลี หรือข้าวโพด ความต้องการของแต่ละคนต่างกันไป ด้วยเหตุนี้เองผู้ผลิตจึงนำเสนอวิตามินในรูปแบบที่หลากหลาย




เม็ดอัด เป็นรูปแบบที่เจอได้บ่อยและสะดวกที่สุด ง่ายต่อการพกพา เก็บรักษาไว้ได้นานกว่าแบบผงหรือแบบน้ำ และไม่สามารถใส่สารอื่นเจือปนได้

  • แคปเลต เป็นเม็ดอัดในรูปทรงเหมือนแคปซูล อาจมีการเคลือบด้านนอกอีกชั้นหนึ่ง เพื่อให้มันแตกตัวในลำไส้เล็ก ไม่แตกตัวในกระเพาะ (ซึ่งมีความเป็นกรด)

  • แคปซูล เช่นเดียวกับเม็ดอัด สะดวกและเก็บรักษาง่าย เป็นรูปที่พบได้บ่อยสำหรับวิตามินที่ละลายในไขมัน เช่น เอ ดี อี มีสารปรุงแต่งยาผสมอยู่น้อยกว่าแบบเม็ดอัด

  • แคปซูลเจลาติน ทำมาจากเจลาติน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากสัตว์ ควรเก็บให้พ้นแสง ในที่เย็นและแห้ง เพื่อป้องกันการเกิดออกซิเดชัน

  • แคปซูลมังสวิรัติ ปราศจากส่วนประกอบที่เป็นผลิตภัณฑ์จากสัตว์ แป้ง น้ำตาล และสารที่ก่อให้เกิดภูมิแพ้ ทำมาจากเซลลูโลสและเส้นใยอาหารจากพืช ซึ่งมีความทนทานต่อปัญหาการติดเชื้อราและแบคทีเรีย สามารถเก็บในห้องที่มีอุณหภูมิสูงได้ โดยไม่ละลายหรือเกาะติดกัน ไม่มีผลกระทบจากอากาศเย็นและแห้ง ซึ่งส่งผลให้แคปซูลแบบเจลาตินเปราะ แต่โชคร้ายหน่อยที่มันอาจทำปฏิกิริยากับสารที่อยู่ในแคปซูลเอง จึงไม่เป็นที่นิยมเท่ากับแคปซูลเจลาติน และมีราคาแพงกว่าแคปซูลปกติมาก

  • ซอฟต์เจล (หรือเจลแคป) เป็นแคปซูลเจลาตินแบบนุ่ม ซึ่งทำให้หลายคนรู้สึกว่ากลืนง่ายกว่าแคปซูลปกติ เช่นเดียวกับแบบเม็ดอัดหรือแคปซูล ซอฟต์เจลต้องผ่านกระบวนการในระบบย่อยอาหาร จึงออกฤทธิ์ได้ช้ากว่าแบบน้ำหรือแบบผง

  • ผง มีข้อได้เปรียบตรงที่มีประสิทธิภาพที่เหนือกว่า (1 ช้อนชาของวิตามินซี แบบผงหลายยี่ห้อ มีปริมาณวิตามินซีถึง 4,000 มก.) และข้อได้เปรียบในแง่ของการปราศจากสารปรุงแต่ง ตัวนำยา หรือสารอื่นๆ ที่อาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้

  • แบบเหลว ใช้สำหรับชงผสมกับเครื่องดื่มต่างๆ และเหมาะสำหรับผู้ที่ไม่สามารถกลืนเม็ดแคปซูลหรือเม็ดยาได้

  • สเปรย์ในปาก ส่งผ่านสารความเข้มข้นต่ำเข้าสู่ช่องปากส่วนใต้ลิ้นโดยตรง สารอาหารจะไม่ต้องผ่านระบบย่อยอาหาร และถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดผ่านทางเยื่อบุภายในเวลาประมาณ 15 นาที

  • เม็ดอมใต้ลิ้น เป็นแบบเม็ดละลายใต้ลิ้น (สำหรับวิตามินบี 12 รูปแบบนี้เป็นแบบที่ผมขอแนะนำ เพราะมันจะดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีกว่า)

  • แผ่นปิดและแบบฝังใต้ผิวหนัง จะให้สารอาหารในปริมาณที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง แต่ในขณะที่เขียนอยู่นี้ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในรูปแบบนี้ยังมีจำกัด และได้รับพิจารณาให้เป็นระบบที่ใช้สำหรับการนำยาเข้าสู่ร่างกายในประเทศสหรัฐอเมริกา

กราบขอบพระคุณ แหล่งข้อมูล จาก
วิวรรธน์ชัย สิทธิวงศ์, วิตามินมาจากไหน และทำไมจึงมีหลายรูปแบบนัก, http://www.doohealthy.com/article/disease/medicine/212-health.html


รูปประกอบมาจาก


http://www.careprohs.com/blog/2012/02/21/important-vitamins-and-supplements-for-a-healthy-heart/
และ


http://www.clivir.com/lessons/show/vitamin-and-mineral-supplements.html

วันเสาร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วิตามินซีสำหรับฉีด เอามาทาแล้ว หน้าใสได้หรือไม่? โดย เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล


“วิตามินซีทาหน้า (Vitamin C Injection) ใช้มาร์คหน้า ทาหน้า ทารักแร้ ขาหนีบ ขาวใส ไม่ต้องฉีด ไม่แพง ไม่มีของปลอม มี อย. รับรองใช้แล้วหน้าใส ไบร้ทเป็นประกายปิ้งๆๆๆ” 

คุณสาวๆที่อยากสวยหน้าใส ฟังแล้วแทบอยากซื้อมาซักสองร้อยโหล จะทาให้หน้าใสไปชั่วชีวิตเลย แต่คุณผู้หญิงที่ฉลาดจะถามมาก่อนเลยว่า มันจะได้ผลและปลอดภัยจริงหรือ? มาฟังคำตอบจากเภสัชกรกัน

วิตามินซีช่วยหน้าใส ได้ผลจริงไหม ?
สภาพผิวของแต่ละคนจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย หากเราได้รับสารอาหารครบถ้วน ดูแลผิวพรรณอย่างเหมาะสมตามสภาพ จะช่วยทำให้ความเสื่อมชราลดลงมากกว่าใครก้อตามที่ไม่เริ่มต้นดูแลผิวเลย

ที่เราชอบเรียกกันว่าหน้าใส นั้น จริงๆแล้วเกิดจากการที่เราดูแลผิวดีตามที่กล่าวมาข้างต้น ผิวของเราจะสมบูรณ์ มีความชุ่มชี้นเปล่งปลั่ง สีผิวเรียบสม่ำเสมอ ก็เลยดูและเรียกว่าผิวหน้าใส  หน้าที่ของวิตามินซีเป็นหนึ่งในสารสำคัญในการสร้างคอลลาเจน ที่ไปสร้าง ความเต่งตึง เปล่งปลั่งของผิวเรา

วิตามินซี จะกิน หรือทา หรือฉีดแบบไหนดีกว่ากัน
คงไม่ต้องบอกว่าแหล่งอาหารประเภทไหนที่เราจะได้วิตามินซีอย่างเพียงพออีกแล้ว เราสามารถเลือกอาหาร ผลไม้ อาหารเสริมที่มีวิตามินธรรมชาติได้อย่างเพียงพออยู่แล้ว พอเรากินเข้าไประบบดูดซึมก้อจะนำพาวิตามินซีไปสู่เป้าหมายต่างๆรวมทั้งผิวหนังอย่างสมดุลย์ช่วยทำหน้าที่รักษาสภาพผิวให้สวยงามต่อไป

แต่ถ้าหากในคนไข้บางรายที่มีปัญหาเรื่องโภชนาการ หรือร่างกายมีการดูดซึมได้น้อย แพทย์จะเลือกเสริมวิตามินตัวนี้โดยการฉีด แต่ไม่ง่ายดายเหมือนกับในโฆษณาที่มามั่วๆกันอยู่ ต้องดูสภาพร่างกายของคนไข้ เลือกรูปแบบยาฉีดที่เหมาะสม ขบวนการให้ก้อต้องดูว่าจะฉีดอย่างไรเข้าเส้นหรือกล้ามเนื้อ ทั้งหมดต้องอยู่ภายใต้การดูแลของผู้ชำนาญการเท่านั้น เพื่อให้แน่ใจว่าคนไข้ปลอดภัยทั้งก่อนและหลังการฉีด และคอยตรวจสภาพร่างกายว่าเราได้รับยาฉีดเพียงพอแล้ว

การหลงเชื่อคำกล่าวแม่ค้าพ่อค้าหิวเงิน ไปหลงซื้อมาฉีดเอง คือการฆ่าตัวตายด้วยความโง่ของคนไข้และความโลภของคนขายแท้ๆ

วิตามินซีแบบฉีด (Vitamin C Injection) เอามาทาหน้า ได้ผลมั้ย?หากคุณสาวๆ เข้าใจกันถึงนิสัยของวิตามินซีตัวนี้กันแล้ว คงไม่ต้องแปลกใจที่จะบอกว่าวิตามินซีแบบฉีด (Vitamin C Injection) นั้นเมื่อเราเปิดภาชนะบรรจุแล้ว
ตัวมันเองจะโดนสภาพแวดล้อม ทำลายคุณภาพลงไปอย่างรวดเร็วมาก ไม่ได้มีความเข้มข้นเหมือนในหลอด ดังนั้นปริมาณวิตามินซีที่เพียงพอเมื่อถึงผิวจริงๆ จะเสื่อมสลายไปแล้วจำนวนหนึ่ง

ซ้ำร้าย วิตามินซีแบบน้ำในยาฉีดนั้น  ไม่มีความสามารถในการดูดซึมซับไปสู่ผิวหนังแท้หรือชั้นกล้ามเนื้อที่สร้างความเต่งตึงได้เลยแต่อย่างใด หากเราทาไปก้อแค่กลิ้งไปมาบนผิวหนังชั้นนอกๆ แล้วก้อระเหยออกไป ไม่มีทางที่ที่วิตามินซีจะแสดงศักยภาพช่วยให้ผิวสวยสดใส แต่อย่างใด ซ้ำร้ายอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองเนื่องจากค่าความเป็นกรดซ้ำเติมให้ผิวแย่ลงได้ไปอีก

เภสัชกรหนุ่มหล่อขอสรุปฟันธง สแกนกรรม เอกซ์เรย์ ตาทิพย์ได้เลยว่า 
การนำวิตามินซีรูปแบบยาฉีดดังกล่าวมาใช้ทาหน้า ไม่มีโอกาสจะได้ผล ตามความจริงที่เล่ามาแล้ว  ถ้าคุณสาวๆ จะอ้างว่าก้อมันได้ผลจริงๆนะ หากยังมีสมองอยุ่ก้ออยากจะบอกว่า จะเชื่อใครระหว่างเภสัชกรที่เอาความจริง ที่ค้นคว้ามาเตือนกัน หรือคนขายของที่ไม่รู้อะไรเลย นอกจากอยากได้เงินจากกระเป๋าเราเท่านั้น


หวังว่า คงเข้าใจดีแล้วนะครับ ถ้ามีอาการที่เล่ามาก้ออย่าได้วางใจเพราะสมัยนี้การเคลื่อนตัวของเชื้อโรคนั้นเร็วมั่กๆเลย คุณพ่อคุณแม่ที่รักทั้งหลายมีคำถามสุขภาพลูกรักอะไร ก้อส่งอีเมลล์มาถามเภสัชกรได้เลยนะครับ

แหล่งข้อมูล

เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล สงวนลิขสิทธิ์ 28 กค. 2555

ห้ามนำบทความ รูปภาพและเนื้อหาอื่นๆ โดยผู้เขียนไปเผยแพร่เชิงพาณิชย์ ให้นำไปเผยแพร่เป็นวิทยาทานหรือเพื่อการศึกษาเท่านั้น ผู้ประกอบการเว็บไซต์ต้องยึดหลักความเคารพและคำนึงถึงลิขสิทธิ์ในการสร้างสรรค์งานเขียนและจริยธรรมทางธุรกิจ

การนำเอาบทความ รูปภาพและเนื้อหาอื่นๆ ซึ่งผลิตขึ้นโดยผู้เขียนไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตและผลิตซ้ำเพื่อเผยแพร่ กรุณาอ้างอิงแหล่งที่มาและ Copy url address ไปด้วยเพื่อให้ผู้อ่านสามารถลิ้งค์กลับมาอ่านบทความจากเว็บไซต์ของผู้เขียนได้โดยตรง

บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริมสุขภาพ ไม่แนะนำให้คุณนำไปใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรคด้วยตนเอง ขอความกรุณารับคำปรึกษาได้โดยตรงจากบุคลากรสหวิชาชีพทางสาธารณสุข รวมทั้งเภสัชกรใจดี ที่พร้อมดูแลสุขภาพพ่อแม่พี่น้องนะครับ

รูปประกอบจากอินเตอร์เนท

Topical vitamin C protects porcine skin from ultraviolet radiation-induced damage
D. DARR, British Journal of Dermatology
Volume 127, Issue 3, pages 247–253, September 1992, http://onlinelibrary.wiley.com/doi/10.1111/j.1365-2133.1992.tb00122.x/abstract

Alexander J. Michels, Ph.D., Vitamin C and Skin Health, September 2011,  by:
Linus Pauling Institute, Oregon State University, Reviewed in September 2011 by: Zoe Diana Draelos, M.D., Consulting Professor,Department of Dermatology,Duke University School of Medicine Durham, NC, Linus Pauling Institute, http://lpi.oregonstate.edu/infocenter/skin/vitaminC/index.html

Gary Goldfaden, MD, Revitalize Aging Skin with Topical Vitamin C,
http://www.lef.org/magazine/mag2009/may2009_Revitalizing-Aging-Skin-with-Topical-Vitamin-C_01.htm

Should I be using Vitamin C on my skin?, http://www.skinacea.com/faq/treatments/t01-vitamin-c.html

หมออร, วิตามินซีแบบฉีด เอาไว้ทาหน้า ทาตัวได้ จริงหรือ







วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

คู่มือรักษาสิวให้หายสนิท โดย เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล

คู่มือรักษาสิวให้หายสนิท
โดย เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล

ตอนที่ 1 ทุกคำถามเรื่องสิว เรามีคำตอบ, 
http://www.oknation.net/blog/DIVING/2010/10/08/entry-1

ตอนที่ 2 ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคสิว,http://www.oknation.net/blog/DIVING/2010/10/11/entry-1

ตอนที่ 3 สาเหตุของการเกิดสิว,http://www.oknation.net/blog/DIVING/2010/10/14/entry-1

ตอนที่ 4 ประเภทของสิว,http://www.oknation.net/blog/DIVING/2010/11/11/entry-1

ตอนที่ 5 รักษาสิวอย่างไรให้หายและไม่เกิดแผลเป็น http://www.oknation.net/blog/DIVING/2010/11/15/entry-1

ตอนที่ 6 ยารักษาสิวมีอะไรบ้าง ใช้ตัวไหนดี,http://www.oknation.net/blog/DIVING/2010/12/22/entry-1

ตอนที่ 7 หลักการรักษาสิวให้ยุบเร็ว ไม่เกิดซ้ำ และ ไม่เกิดแผลเป็น ,http://www.oknation.net/blog/DIVING/2010/12/25/entry-1

ตอนที่ 8 ยารักษาสิวใช้ภายนอก ยาทาตัวไหนทีให้ผลการรักษาดี, http://www.oknation.net/blog/DIVING/2011/01/05/entry-1

ตอนที่ 9 ยาทารักษาสิวชนิดฆ่าเชื้อ,http://www.oknation.net/blog/DIVING/2011/01/06/entry-1

ตอนที่ 10 ยาทากลุ่มกรดวิตามินเอขจัดปัญหาสิวอุดตัน, http://www.oknation.net/blog/DIVING/2011/01/08/entry-1

ตอนที่ 11 ยากินรักษาสิว โดย,http://www.oknation.net/blog/DIVING/2011/01/10/entry-1

ตอนที่ 12 ยากินฆ่าเชื้อรักษาสิว,http://www.oknation.net/blog/DIVING/2011/01/25/entry-1

ตอนที่ 13 ยาฮอร์โมนรักษาสิว,http://www.oknation.net/blog/DIVING/2011/01/27/entry-1

ตอนที่ 14 ยากรดวิตามินเอชนิดกิน (Isotretinoin), http://www.oknation.net/blog/DIVING/2011/01/28/entry-1

ตอนที่ 15 การรักษาสิวจากแพทย์ ,http://www.oknation.net/blog/DIVING/2011/01/31/entry-1

ตอนที่ 16 มีแผลเป็นสิวมาก รักษาได้ไหม?,http://www.oknation.net/blog/DIVING/2011/02/02/entry-1

ตอนที่ 17 วิธีรักษาแผลเป็นจากสิวที่ได้ผลและปลอดภัยที่สุด, http://www.oknation.net/blog/DIVING/2011/02/03/entry-1

ตอนที่ 18 เวชสำอาง เริ่มต้นรักษารักษาแผลสิวด้วยตัวคุณเอง, http://www.oknation.net/blog/DIVING/2011/02/04/entry-1

วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

13 เหตุผล...ที่เราต้องกินวิตามิน ?


เริ่ม blog บ้านใหม่ คำถามยอดนิยมอันแรกๆ คือ

 "เราจำเป็นต้องกินวิตามินเพิ่มมั้ยเนี่ย?" 

สัปดาห์ที่แล้วอ่านหนังสือจบไปอีกเล่มนึง ชื่อ วิตามินไบเบิล แปลมาจาก The new vitamin bible เขียนโดย ดร. เอิร์ล มินเดลล์ แล้วมีอาจารย์ พญ. ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล มาเรียบเรียงให้ดอ่านเนียนง่ายขึ้นในภาษาไทยเรา จุดเด่นของเล่มนี้เขาประยุกต์ความรู้ทางโภชนาการของวิตามินต่างๆมาเข้ากับ lifestlyes ต่างๆได้ดีมาก รวมทั้งเรื่องเล่าวันนี้ คนเราทุกคนต้องการวิตามินจากอาหารต่างๆนั่นแน่อยู่แล้ว แต่ถ้าต้องเสริม เพิ่ม หามาบริโภคอีกหรือไม่ เรามีคำตอบมาให้ครับ  

เมื่อไร...ที่เราต้องกินวิตามิน

1. เมื่อระบบการย่อยอาหารของเรามีปัญหา
แม้ว่าเราจะรับประทานอาหารที่ดีและมีประโยชน์มากเท่าใดก็ตาม แต่ถ้าระบบการย่อยอาหารไม่มีประสิทธิภาพแล้วก็จะเป็นการจำกัดขีดความสามารถของร่างกาย ในการดูดซึมวิตามินไปใช้ได้ ทำให้ขาดวิตามินที่ต้องใช้ไปได้

2. นิสัยการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มากเกินไป 
จะทำลายตับและตับอ่อนซึ่งเป็นอวัยวะที่สำคัญ ต่อการย่อยอาหารและขบวนการเมตาโบลิซึม นอกจากนี้แล้วแอลกอฮอล์ยังทำลายเยื่อบุผนังด้านในของลำไส้ ซึ่งมีผลต่อการดูดซึมอาหาร เป็นสาเหตุให้เกิดการขาดสารอาหารไปในที่สุด ยังไม่รวมสภาวะร่างกายที่ต้องเหนื่อยต่อการไปจัดการกับอัลกอฮออล์อีก

3. การใช้ยาระบายมากเกินไป 
ไม่ว่าจะท้องผูกจริงๆหรือแอบใช้เพราะต้องการลดความอ้วนก้อตาม มีผลทำให้การดูดซึมของวิตามินและเกลือแร่จากอาหารลดลง เพราะอาหารผ่านลำไส้ไปอย่างรีบเร่ง ยาระบายทั้งรูปแบบยาชง ยาเม็ด ทำให้เราสูญเสียวิตามินที่ละลายในไขมัน ส่วนยาระบายในรูปอื่นๆ ที่ใช้มากเกินไปทำให้สูญเสียเกลือแร่ เช่น มิลค์ ออฟ แมกนีเซียม

4. ขบวนการหุงต้มหรืออุ่นอาหารมากเกินไป 
ประเภทเนื้อและผักนานเกินไปอาจทำให้วิตามินที่สลายตัวได้ง่าย ด้วยความร้อนเกิดการรวมตับกับออกซิเจนและถูกทำลายไป

5. คนที่เป็นโรคขาดวิตามินและสารอาหารอยู่แล้ว

6. คนที่กินยาปฏิชีวินะบ่อยๆ
แม้ว่าจะมีผลช่วยต้านทานการติดเชื้อได้ดี แต่ยาปฏิชีวนะก็ได้ทำลายแบคทีเรีย ที่มีประโยชน์ในลำไส้ไปด้วย ตามปกติแบคทีเรียนี้จะสร้างวิตามินกลุ่มบีซึ่งจะถูกดูดซึมผ่านผนังลำไส้ การขาดวิตามินบีอาจมีผลทำให้เกิดอาการต่างๆ ของระบบประสาท ในคุณผู้หญิงที่ใช้ยาฆ่าเชื่อรักษาสิวอักเสบนานๆ จะไปรบกวนระบบสมดุลย์ของแบคทีเรียที่บรเวณช่องคลอด ทำให้เกิดการตกขาวได้ง่ายเข้าไปใหญ่

7. คนที่แพ้อาหารบางประเภท หรือความเชื่อในการงดเว้นไม่รับประทานอาหารบางหมู่ 
เช่น ในกรณีของคนที่แพ้กลูเตนหรือแลคโตส ซึ่งนั่นหมายความว่าคุณจะสูญเสียแหล่งของสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น ไทอะมีน ริโบฟลาวีน หรือแคลเซียม

8. เกิดอุบัติเหตุและการเจ็บป่วย 
คนไข้ที่มีแผลจากไฟไหม้หรือเกิดจากการอักเสบเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สูญเสียโปรตีน และสารอาหารที่จำเป็น เช่น วิตามินและเกลือแร่ การผ่าตัดจะทำให้ร่างกายต้องการสังกะสี วิตามินอี และสารอาหารที่จะนำไปเสริมกระบวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อเพิ่มขึ้น การซ่อมแซมกระดูกที่หักจะเป็นไปอย่างเชื่องช้า ถ้าร่างกายมีปริมาณแคลเซียมและวิตามินซีไม่เพียงพอ เมื่อมีการติดเชื้อร่างกายต้องการสังกะสี แมกนีเซียม วิตามินบี 5 บี 6 เพิ่มอย่างมาก

9. ความเครียด 
คนเราพออารมณ์เครียดมากๆก้อพาล ไม่มีอารมณ์หิว กิน
อาหารผิดเวลา ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป ทำให้ระดับสารอาหารลดลง การรับประทานวิตามินและเกลือแร่เสริม จะช่วยรักษาระดับของสารอาหารในร่างกายได้

10. คุณแม่ตั้งครรภ์ 
ทำให้ร่างกายต้องการสารอาหารมากกว่าปกติ ทั้งเพื่อความเจริญเติบโตของทารก และช่วยให้แม่คลอดง่าย สารอาหารที่ร่างกายต้องการเพิ่มมากขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ ได้แก่ วิตามินกลุ่มบี กรดโฟลิก และวิตามินบี 12 วิตามินเอ ดี อี และเกลือแร่ เช่น แคลเซียม เหล็ก แมกนีเซียม สังกะสี และฟอสฟอรัส

11. การลดน้ำหนักผิดวิธี 

12. ความผิดปกติของระบบพันธุกรรมที่ทำให้เราต้องการสารอาหาร หรือวิตามินบางอย่างมากขึ้น 
เนื่องจากสภาพทางพันธุกรรมบางคนต้องการวิตามินตัวใดตัวหนึ่ง ในจำนวนมากกว่าคนธรรมดาทั่วไป คนเหล่านี้จำเป็นต้องรับประทานวิตามินที่ขาดชนิดนั้นเสริมเพื่อป้องกันการขาด

13. ผู้สูงอายุ 
มักจะรับประทานวิตามินและเกลือแร่ในปริมาณที่ต่ำโดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล็ก แคลเซียมและสังกะสี มักจะพบว่ามีการขาดกรดโฟลิกควบคู่ไปกับการขาดวิตามินซี ปริมาณอาหารที่มีกากใยก็มักจะลดลง พบการขาดวิตามินบี 2 และวิตามินบี 6 ด้วย การขาดสารอาหารดังกล่าวอาจมีสาเหตุมาจากการที่ประสาทรับรส และกลิ่นเสื่อมลง การหลั่งเอนไซม์ของระบบย่อยอาหารลดลง โรคเรื้อรังหรืออาจเป็นเพราะความบกพร่องบางประการของร่างกาย

แหล่งข้อมูล

Why vitamin supplements are good for you
They’re not a replacement for proper diet, though
By: Randy Gruezo

วิตามินไบเบิล, The new vitamin bible/ เอิร์ล มินเดลล์,เขียน ; ธิดากานต์ รุจิพัฒนกุล, แปล, อมรินทร์สุขภาพ, 2553

นิตยสารใกล้หมอ ปีที่ 25 ฉบับที่ 4 เมษายน 2544

ภาพประกอบจาก
http://www.sundrops.com/2012/03/page/2

http://thewomenlifestyle.com/tag/pregnancy/

และ
http://www.happyhealthylonglife.com/happy_healthy_long_life/vitamin-b12/