แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ omega-3 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ omega-3 แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

น้ำมันปลา omega-3 กินไปทำไม ได้ผลอะไรบ้าง โดย เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล


มาถึงตอนต่อของน้ำมันปลา ถึงตอนสำมะคัญที่คุณๆอยากรู้แล้วใช่ไหม ว่าเจ้าเม็ดเล็กๆในมือคุณ ถ้ารับประทานเข้าไปแล้ว มันจะช่วยอะไรเราได้บ้าง? จะโม้มากมายเหมือนโฆษณา หรือจะจริงแท้พิสูจน์ได้ ขอเชิญมาฟังเภสัชกรให้คำตอบกัน

น้ำมันปลาสำคัญอย่างไรต่อร่างกายเรา

ทารกและสตรีมีครรภ์

ในด้านพัฒนาการของร่างกาย มีรายงานว่าพบกรดไขมัน DHA สะสมอยู่มากที่บริเวณสมองและเรตินาของดวงตา และยังพบว่าในน้ำนมมารดาก็มี DHA สูงเช่นกัน จึงเชื่อว่า DHA จะมีผลต่อการพัฒนาของสมองและการมองเห็นของทารก แต่ทารกไม่สามารถสังเคราะห์ DHA ได้ด้วยตนเอง ต้องอาศัยจากน้ำนมแม่ โดย FAO และ WHO ระบุว่า ทารกแรกเกิดควรได้รับ DHA ไม่ต่ำกว่าวันละ 40 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัม จากการศึกษายังพบว่า เด็กที่คลอดก่อนกำหนด เมื่อได้รับนมเสริม DHA จะสามารถมองเห็นได้ชัดเร็วกว่าเด็กที่ไม่ได้รับอีกด้วย มารดาและหญิงที่ให้นมบุตรจึงควรบริโภค DHA อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ DHA ที่ได้รับ ส่งต่อไปยังลูกโดยผ่านทางรกและน้ำนม

เด็กวัยเรียนรู้

DHA เป็นส่วนหนึ่งของเซลล์สมองและเซลล์ประสาทซึ่งมีผลต่อสติปัญญา หากร่างกายขาด DHA จะทำให้เซลล์สมองและเซลล์ประสาทขาดประสิทธิภาพไปด้วย เด็กในวัยนี้จึงควรได้รับ DHA ในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อพัฒนาการเรียนรู้และการเจริญเติบโตของสมอง

ผู้ใหญ่

·         ในคนไข้ที่เริ่มมีปัญหาการสะสมของไขมันในเลือด การได้รับน้ำมันปลาจะไปลดระดับของไตรกลีเซอร์ไรด์ (Triglyceride) ที่จัดว่าเป็นไขมันชนิดร้าย และเพิ่มระดับของ เอช ดี แอล โคเลสเตอรอล (HDL Cholesterol) ซึ่งเป็นไขมันที่ดี ทำให้คนไข้ลดปัญหาเกี่ยวกับไขมันอยู่ในระดับสูงเกินไปจนพัฒนาไปเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดในที่สุด

·         ส่วนคุณๆที่มีความเสี่ยงจะเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดอยู่แล้ว EPA จะเป็นสารตั้งต้นในการ สร้าง eicosanoids โดยเฉพาะอย่างยิ่ง series-3 prostaglandins และ series-5 leucotriene (LTB-5) ซึ่งสารหลาย ๆ ตัวในกลุ่มดังกล่าวจะช่วยลดการจับตัวกันของเกล็ดเลือด ทำให้เกิดลิ่มเลือดได้ช้าลง ทำให้เลือดไม่เกาะตัวเป็นลิ่ม เลือดจึงไหลเวียนได้ดีขึ้น ลดความหนืดของผนังหลอดเลือด ทำให้ผนังหลอดเลือดมีความยืดหยุ่น จึงช่วยลดความเสี่ยงของอันตรายจากโรคหัวใจและ หลอดเลือด 

·         EPA ลดการสร้างสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบ ได้แก่ series-4 leucotriene (LTB-4) ส่งผลให้บรรเทาอาการอักเสบ ปวด บวมของโรคปวดข้อรูมาตอยด์ (Rheumatoid Arthritis) แผลอักเสบที่ลำไส้ รวมทั้งสามารถลดอาการอักเสบของเนื้อเยื่อได้อีกด้วย

·         EPA จะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของ การสังเคราะห์ prostaglandin และลดการหลั่ง serotonin ของเกร็ดเลือด ทำให้การรวมกลุ่มของเกร็ดเลือดลดลง ในระยะที่มีการบีบตัวของหลอดเลือดในสมอง ดังนั้นการให้ EPA จะสามารถลดอาการของไมเกรนลงได้เช่นกัน

·         ผลจากการลดสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบ จึงลดการอักเสบของโรคผิวหนัง ในคนไข้ที่เป็นโรคเรื้อนกวาง (Psoriasis)

·         นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า DHA อาจจะช่วยแก้โรคความจำเสื่อมชนิด Alzeimer's disease ได้และยังจะลดอาการซึมเศร้าในคนชราที่มี cholesterol ต่ำด้วย

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้เป็นความจริงจากการทดลองเท่านั้น ดังนั้นไม่ใช่ว่าอยู่เฉยๆแล้ว คุณไปซื้อน้ำมันปลามากิน แล้วจะเป็นสารอาหารวิเศษที่ช่วยบำบัดอาการต่างๆที่คุณอาจมีปัญหาอยู่ได้ การดูแลสุขภาพกายและใจอย่างสม่ำเสมอรวมทั้งหากคุณมีอาการโรคต่างๆอยู่ การไปพบผู้ชำนาญทางการบำบัดจึงจะให้การรักษาได้ดีที่สุด น้ำมันปลาเป็นเพียงอาหารเสริมที่จะช่วยได้เท่านั้น และในตอนต่อไป คุณได้อ่านข้อดีเยอะแยะไปหมดแล้ว แล้วข้อควรระวังของน้ำมันปลาหล่ะ มีอะไรบ้างตามตอนต่อไปนะครับ

หากคุณๆอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาหารเสริมและวิตามินต่างๆ สามารถขอคำแนะนำเพิ่มเติมได้จากเภสัชกรใจดีที่ร้านยาหรือที่โรงพยาบาลได้เลยครับ พวกเราเภสัชกรยินดีและเต็มใจรับใช้พี่น้องครับ


แหล่งข้อมูล

•เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล สงวนลิขสิทธิ์ 21 พย. 2555

ห้ามนำบทความ รูปภาพและเนื้อหาอื่นๆ โดยผู้เขียนไปเผยแพร่เชิงพาณิชย์ ให้นำไปเผยแพร่เป็นวิทยาทานหรือเพื่อการศึกษาเท่านั้น ผู้ประกอบการเว็บไซต์ต้องยึดหลักความเคารพและคำนึงถึงลิขสิทธิ์ในการสร้างสรรค์งานเขียน และจริยธรรมทางธุรกิจ

การนำเอาบทความ รูปภาพและเนื้อหาอื่นๆ ซึ่งผลิตขึ้นโดยผู้เขียนไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตและผลิตซ้ำเพื่อเผยแพร่ กรุณาอ้างอิงแหล่งที่มาและCopy url address ไปด้วย เพื่อให้ผู้อ่านสามารถลิ้งค์กลับมาอ่านบทความจากเว็บไซต์ของผู้เขียนได้โดยตรง

บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริมสุขภาพ ไม่แนะนำให้นำไปใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรคด้วยตนเอง ขอความกรุณารับคำปรึกษาได้โดยตรงจากบุคลากรสหวิชาชีพทางสาธารณสุข รวมทั้งเภสัชกรใจดีที่พร้อมดูแลสุขภาพพ่อแม่พี่น้องนะครับ

·         Robert Oh, Practical Applications of Fish Oil (-3 Fatty Acids) in Primary Care, Department of Family Medicine, MCHJ-FP, Madigan Army Medical Center, Ft. Lewis, Washington, www.jabfm.org
·         Fats, Fish Oil and Omega-3-Fatty Acids, www.medicinenet.com
·         วาทิต ศาสตระวาทิต งานวิจัยเภสัชอุตสาหกรรมและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ “น้ำมันปลา” องค์การเภสัชกรรม, www.gpo.or.th/rdi
·         วินัย ดะห์ลัน กรดไขมันไม่อิ่มตัวโอเมก้า-3 บทบาทใหม่ในทางการแพทย์และอุตสาหกรรม รายงานประจำปี 2538 - 2539 สมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารแห่งประเทศไทย
·         สมพงษ์ สหพงศ์ น้ำมันปลา น้ำมันลดไขมัน, พิมพ์ครั้งที่ 4, สำนักพิมพ์รวมทรรศน์, กรุงเทพฯ กรกฎาคม 2538
·         เสก อักษรานุเคราะห์. มาบริโภคน้ำมันปลากันเถอะ, http://geocities.com/Tokyo/Harbor/2093
·         น้ำมันปลา, www.bangkokhealth.com
·     น้ำมันปลา จับปลาทะเลมาปั้นเป็นเม็ด โดย เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล

·     น้ำมันปลา omega-3 กินไปทำไม โดย เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล

·     น้ำมันปลา omega-3 ความเชื่อกับความจริง โดย เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล
รูปประกอบ
Experts highlight benefits of fish oil for RA patients

Fish Oil For Kids



วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

น้ำมันปลาคืออะไร? โดย เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล


เมื่อ 20 กว่าปีก่อนน้ำมันปลาแทบจะไม่มีใครรู้จัก 
แต่ในวันนี้กลับเป็นกระแสที่ได้รับความนิยมทั่วโลก วันนี้คุณลองหยิบขวดน้ำมันปลาที่คุณซื้อมาแล้วลองอ่านฉลากมาเทียบกับบทความของเราเพื่อดูว่าคุณรู้จักน้ำมันปลาดีซักแค่ไหนและซื้อมาแล้วคุ้มหรือไม่

ทำไมชาวเอสกิโมจึงเป็นโรคหัวใจน้อยมาก
 จุดเริ่มต้นในความสนใจเกี่ยวกับกรดไขมันในน้ำมันปลา เริ่มเกิดขึ้นเมื่อกลุ่มแพทย์ชาวเดนมาร์คติดตามผลการทดลองใช้ยา aspirin เพื่อป้องกันปัญหาหลอดเลือดหัวใจอุดตัน พบว่าตัวยา aspirin ที่นอกเหนือจากการบรรเทาปวดแล้วยังให้ฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือดได้อีกด้วย แพทย์จึงเริ่มเข้าใจสมมุติฐานของการเกิดโรคหัวใจอุดตัน โดยพบว่าขบวนการเกิดลิ่มเลือด (thrombo genesis) เป็นสาเหตุหลักที่อีกประการหนึ่งของปัญหาโรคหัวใจและหลอดเลือด จากความเข้าใจในแนวคิดดังกล่าว แพทย์ยังไปค้นพบอีกว่าชาวเอสกิโมมีปัญหาเรื่องโลหิตแข็งตัวช้าและมีโอกาสเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดต่ำมาก เมื่อศึกษาถึงโภชนาการ พบว่าอาหารที่ชาวเอสกิโมรับประทานในชีวิตประจำวันคือปลาและแมวน้ำ ซึ่งมีกรดไขมัน omega-3 ปริมาณสูง แพทย์และนักวิจัยจึงเริ่มหันมาให้ความสนใจต่อกรดไขมัน omega-3 มากขึ้นว่าจะให้ผลในการรักษาโรคดังกล่าวได้หรือไม่

น้ำมันปลาคืออะไร??

 น้ำมันปลาคือน้ำมันที่สกัดจากส่วนของเนื้อปลา หนัง หัว และหางของปลาทะเลน้ำลึกโดยเฉพาะปลาในเขตหนาว ในน้ำมันปลาธรรมชาติที่สกัดมาได้จะมีกรดไขมันหลายชนิด แต่ที่สำคัญและมีการนำมาใช้ทางการแพทย์ ได้แก่กรดไขมันกลุ่มโอเมก้า 3 และ โอเมก้า 6 ซึ่งประกอบด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polyunsaturated fatty acid = PUFA)

โอเมก้า 3 จะมีชื่อทางเคมีว่า Alpha Lenolenic acid และในโอเมก้า 3 จะมีกรดไขมันที่สำคัญอยู่ 2 ชนิด คือ EPA (Eicosapentaenoic = กรดไอ-โคซาเพนตาอีโนอิก) และ DHA (Docosahexaenoic acid = กรดโดโคซาเฮ็กซาอีโนอิก) เป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย เพราะร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ ต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น อัตราส่วนของ EPA : DHA ที่เหมาะสมที่ร่างกายของเราจะนำไปใช้ได้ดีควรจะเป็น 18 : 12

ความจริงแล้วกรดไขมันกลุ่มโอเมก้า 3 ไม่ได้มาจากแหล่งอาหารทะเลเพียงอย่างเดียว ในพืชบางชนิดที่มีกรดแอลฟาไลโนเลนิค (alpha linolenic acid) เมื่อรับประทานเข้าไป ร่างกายจะสามารถเปลี่ยนกรดชนิดนี้เป็นกรด EPA และ DHA ได้ แต่การสร้างนี้เกิดขึ้นได้ช้าและจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อร่างกายของคุณไม่ขาดเอนไซม์ที่จะใช้ในขบวนการเมตาโบลิซึมนี้ พืชที่พบ ได้แก่น้ำมันลินสีด ผลวอลนัทและน้ำมันวอลนัท แฟลกซ์สีด เรปสีด น้ำมันคาโนล่า น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด ผักขม  และ ผักกาดเขียว

กรดไขมันในกลุ่มโอเมก้า 6 เป็นกรดที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งซึ่งมีผลในการลดไขมันในเส้นเลือด พบมากในน้ำมันพืชหลายชนิด เช่น น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันถั่วเหลือง เป็นต้น

น้ำมันปลาต่างจากน้ำมันตับปลาอย่างไร
น้ำมันปลาต่างจากน้ำมันตับปลาตรงที่น้ำมันตับปลาสกัดจากตับของปลาทะเลบางชนิด ซึ่งมีวิตามิน A และ D ในปริมาณสูง จึงเหมาะสำหรับเสริมสร้างกระดูกและสายตา ซึ่งในน้ำมันตับปลามีน้อยกว่ามาก

ตอนต่อไป เราจะมาถึงเรื่องที่ท่านอยากรู้ กินไปแล้วมันดีอย่างไรนะ หากคุณๆอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาหารเสริมและวิตามินต่างๆ สามารถขอคำแนะนำเพิ่มเติมได้จากเภสัชกรใจดีที่ร้านยาหรือที่โรงพยาบาลได้เลยครับ พวกเราเภสัชกรยินดีและเต็มใจรับใช้พี่น้องครับ

แหล่งข้อมูล

•เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล สงวนลิขสิทธิ์ 20 พย. 2555

ห้ามนำบทความ รูปภาพและเนื้อหาอื่นๆ โดยผู้เขียนไปเผยแพร่เชิงพาณิชย์ ให้นำไปเผยแพร่เป็นวิทยาทานหรือเพื่อการศึกษาเท่านั้น ผู้ประกอบการเว็บไซต์ต้องยึดหลักความเคารพและคำนึงถึงลิขสิทธิ์ในการสร้างสรรค์งานเขียน และจริยธรรมทางธุรกิจ

การนำเอาบทความ รูปภาพและเนื้อหาอื่นๆ ซึ่งผลิตขึ้นโดยผู้เขียนไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตและผลิตซ้ำเพื่อเผยแพร่ กรุณาอ้างอิงแหล่งที่มาและCopy url address ไปด้วย เพื่อให้ผู้อ่านสามารถลิ้งค์กลับมาอ่านบทความจากเว็บไซต์ของผู้เขียนได้โดยตรง

บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริมสุขภาพ ไม่แนะนำให้นำไปใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรคด้วยตนเอง ขอความกรุณารับคำปรึกษาได้โดยตรงจากบุคลากรสหวิชาชีพทางสาธารณสุข รวมทั้งเภสัชกรใจดีที่พร้อมดูแลสุขภาพพ่อแม่พี่น้องนะครับ


·         Robert Oh, Practical Applications of Fish Oil (-3 Fatty Acids) in Primary Care, Department of Family Medicine, MCHJ-FP, Madigan Army Medical Center, Ft. Lewis, Washington, www.jabfm.org
·         Fats, Fish Oil and Omega-3-Fatty Acids, www.medicinenet.com
·         วาทิต ศาสตระวาทิต งานวิจัยเภสัชอุตสาหกรรมและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ “น้ำมันปลา” องค์การเภสัชกรรม, www.gpo.or.th/rdi
·         วินัย ดะห์ลัน กรดไขมันไม่อิ่มตัวโอเมก้า-3 บทบาทใหม่ในทางการแพทย์และอุตสาหกรรม รายงานประจำปี 2538 - 2539 สมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหารแห่งประเทศไทย
·         สมพงษ์ สหพงศ์ น้ำมันปลา น้ำมันลดไขมัน, พิมพ์ครั้งที่ 4, สำนักพิมพ์รวมทรรศน์, กรุงเทพฯ กรกฎาคม 2538
·         เสก อักษรานุเคราะห์. มาบริโภคน้ำมันปลากันเถอะ, http://geocities.com/Tokyo/Harbor/2093
·         น้ำมันปลา, www.bangkokhealth.com
·     น้ำมันปลา จับปลาทะเลมาปั้นเป็นเม็ด โดย เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล

·     น้ำมันปลา omega-3 กินไปทำไม โดย เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล

·     น้ำมันปลา omega-3 กินไปทำไม โดย เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล

·     น้ำมันปลา omega-3 ความเชื่อกับความจริง โดย เภสัชกร อุทัย สุขวิวัฒน์ศิริกุล